ราคาบาส Point Spread

ราคาบาส Point Spread เข้าใจแต้มต่อบาสเกตบอล

แทงบาสออนไลน์ การแข่งขันบาสเกตบอลมีช่วงเวลาที่คะแนนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางเกมทีมที่ตามหลังสามารถกลับมาชนะได้ในช่วงท้าย แต่ชัยชนะในสนามไม่ได้หมายความว่าจะชนะเดิมพันทุกประเภท เพราะ ราคาบาส Point Spread ใช้ผลต่างคะแนนร่วมกับแต้มต่อเป็นเงื่อนไขตัดสิน ทำให้ทีมที่ชนะการแข่งขันจริงอาจไม่ผ่านราคา ขณะที่ทีมแพ้สามารถผ่านราคาได้เช่นกัน

ลองนึกถึงการแข่งขัน NBA ที่ทีม A เป็นฝ่ายนำตลอดเกม ก่อนจบด้วยคะแนน 112–108 ผู้ชมทั่วไปจะเห็นว่าทีม A ชนะ 4 คะแนน แต่ถ้าราคาเปิดให้ทีม A ต่อ -5.5 ผลการแข่งขันนี้กลับไม่ผ่านเงื่อนไข เพราะทีมต่อจำเป็นต้องชนะอย่างน้อย 6 คะแนน จึงจะถือว่าชนะเดิมพัน

นี่คือความแตกต่างสำคัญของ Point Spread บาสเกตบอล เมื่อเทียบกับการเลือกทีมชนะโดยตรง ตลาดประเภทนี้ไม่ได้เปลี่ยนผลการแข่งขันจริง แต่ใช้ตัวเลขแต้มต่อเข้ามากำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เพื่อให้การตัดสินผลขึ้นอยู่กับระยะห่างของคะแนนระหว่างสองทีม การทำความเข้าใจ แต้มต่อบาส Point Spread จึงควรเริ่มจากการอ่านเครื่องหมายหน้าตัวเลข แยกทีมต่อและทีมรองให้ถูกต้อง แล้วจึงนำคะแนนจริงมาเปรียบเทียบกับเส้นราคาที่กำหนด โดยเฉพาะเกมที่มีผลต่างคะแนนใกล้เคียงกับแต้มต่อ เพราะคะแนนเพียง 1 แต้มอาจทำให้ผลเดิมพันเปลี่ยนจากได้เป็นเสีย

ราคาบาส Point Spread ทำความเข้าใจตลาดแต้มต่อบาสเกตบอล

เว็บเช็ก ราคาบาส

หลายคนอาจเคยเห็นราคาบาสที่แสดงตัวเลข -4.5 หรือ +4.5 อยู่ข้างชื่อทีม แล้วสงสัยว่าตัวเลขเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคะแนนจริงอย่างไร หากอธิบายว่า Point Spread คืออะไร หลักการสำคัญคือการกำหนดแต้มต่อให้ทีมหนึ่ง และแต้มรองให้อีกทีมหนึ่ง ก่อนนำมาปรับคะแนนสำหรับตัดสินผลเดิมพันหลังการแข่งขันสิ้นสุดลง

สมมติการแข่งขันระหว่างทีม A กับทีม B มีการกำหนดให้ทีม A ต่อ -6.5 คะแนน ส่วนทีม B รอง +6.5 คะแนน นั่นหมายความว่าทีม A ต้องชนะขาดอย่างน้อย 7 คะแนนจึงจะผ่านราคา ขณะที่ทีม B สามารถแพ้ได้ไม่เกิน 6 คะแนน หรือเป็นฝ่ายชนะการแข่งขันจริงก็ยังผ่านราคาเช่นกัน

วิธีอ่านราคา Point Spread จากทีมต่อ ทีมรอง และเครื่องหมายหน้าตัวเลข

ก่อนอ่านราคาบาสควรเริ่มจากข้อมูลบนหน้าจอ ไม่ใช่เริ่มจากการคาดเดาว่าทีมใดจะแข็งแกร่งกว่า เพราะ วิธีอ่านราคา Point Spread ต้องพิจารณาชื่อทีม เครื่องหมายแต้มต่อ และอัตราจ่ายให้ครบ ทั้งสามส่วนมีความหมายต่างกัน และการอ่านผิดเพียงตำแหน่งเดียวอาจทำให้เข้าใจเงื่อนไขของบิลคลาดเคลื่อน

ลองดูการแข่งขันสมมติระหว่างทีม A กับทีม B โดยทีม A แสดงราคา -5.5 และทีม B แสดงราคา +5.5 พร้อมอัตราจ่าย 1.90 ทั้งสองฝั่ง เครื่องหมายลบหน้าทีม A หมายถึงต้องชนะมากกว่า 5.5 คะแนน ส่วนเครื่องหมายบวกหน้าทีม B หมายถึงได้รับแต้มรอง 5.5 คะแนนสำหรับการคิดผล

ทีมต่อ Point Spread เครื่องหมายลบ (-) ต้องชนะกี่คะแนนจึงผ่านราคา

ทีมต่อในตลาด Point Spread จะมีเครื่องหมายลบอยู่หน้าตัวเลข เช่น -3.5, -5.5 หรือ -8.5 ซึ่งหมายความว่าทีมดังกล่าวต้องชนะการแข่งขันด้วยผลต่างคะแนนมากกว่าจำนวนที่กำหนด หากชนะไม่ถึงแต้มต่อ แม้จะเป็นฝ่ายชนะในสนามก็ยังเสียเดิมพันได้

ลองพิจารณาทีม A ต่อ -5.5 คะแนน ระหว่างการแข่งขันทีม A ทำคะแนนนำอยู่ 12 แต้ม แต่ช่วงท้ายทีม B เร่งทำคะแนนจนไล่เหลือเพียง 4 แต้ม ก่อนจบเกม 110–106 ผู้ชมที่ติดตามผลการแข่งขันจะเห็นว่าทีม A ยังเป็นผู้ชนะ แต่เมื่อพิจารณาตามราคา -5.5 ทีม A กลับไม่ผ่านเงื่อนไข เพราะชนะขาดเพียง 4 คะแนน

ตัวอย่างจำนวนคะแนนขั้นต่ำที่ทีมต่อต้องทำได้

  • ต่อ -1.5 ต้องชนะอย่างน้อย 2 คะแนน
  • ต่อ -3.5 ต้องชนะอย่างน้อย 4 คะแนน
  • ต่อ -5.5 ต้องชนะอย่างน้อย 6 คะแนน
  • ต่อ -7.5 ต้องชนะอย่างน้อย 8 คะแนน
  • ต่อ -9.5 ต้องชนะอย่างน้อย 10 คะแนน
  • ต่อ -12.5 ต้องชนะอย่างน้อย 13 คะแนน

ทีมรอง Point Spread เครื่องหมายบวก (+) แพ้กี่คะแนนจึงยังผ่านราคา

เครื่องหมายบวกเป็นเงื่อนไขของทีมรอง ซึ่งหมายถึงการได้รับคะแนนเพิ่มสำหรับนำไปคำนวณผลเดิมพัน ไม่ใช่คะแนนที่ถูกเพิ่มเข้าไปในผลการแข่งขันจริง ความแตกต่างสำคัญคือทีมรองไม่จำเป็นต้องชนะการแข่งขันเสมอไป เพราะสามารถแพ้ด้วยผลต่างคะแนนที่อยู่ภายในแต้มรองและยังผ่านราคาได้ สมมติทีม B ได้ราคา +7.5 คะแนน ในการแข่งขันกับทีม A ช่วงควอเตอร์สุดท้ายทีม B ตามหลังอยู่ 12 คะแนน ก่อนจะลดช่องว่างเหลือ 6 คะแนน และจบเกมด้วยผล 104–110 แม้ทีม B จะแพ้การแข่งขัน แต่เมื่อเพิ่มแต้มรอง 7.5 คะแนนเข้าไปจะได้ 111.5 ซึ่งมากกว่าคะแนน 110 ของทีม A จึงถือว่าทีม B ผ่านราคา

ตัวอย่างผลต่างคะแนนที่ทีมรองสามารถแพ้ได้

  • รอง +2.5 แพ้ไม่เกิน 2 คะแนน
  • รอง +4.5 แพ้ไม่เกิน 4 คะแนน
  • รอง +5.5 แพ้ไม่เกิน 5 คะแนน
  • รอง +7.5 แพ้ไม่เกิน 7 คะแนน
  • รอง +9.5 แพ้ไม่เกิน 9 คะแนน
  • รอง +11.5 แพ้ไม่เกิน 11 คะแนน

วิธีคิดผลบาส Point Spread จากคะแนนการแข่งขันและแต้มต่อหลังจบเกม

วิธีคิดผลบาส Point Spread

หลังการแข่งขันสิ้นสุดลง สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เพียงตรวจว่าทีมใดชนะ แต่ต้องนำคะแนนจริงมาคำนวณร่วมกับเส้นแต้มต่อที่เลือกไว้ โดย วิธีคิดผลบาส Point Spread ใช้การเพิ่มหรือลดคะแนนตามเครื่องหมายหน้าตัวเลข จากนั้นเปรียบเทียบคะแนนที่ปรับแล้วกับคะแนนของทีมคู่แข่ง เพื่อแยกผลได้ เสีย หรือคืนทุนตามเงื่อนไขของตลาด สมมติทีม A ชนะทีม B ด้วยคะแนน 110–104 และบิลเลือกทีม A ต่อ -5.5 เมื่อนำ 5.5 คะแนนออกจากคะแนนจริงของทีม A จะเหลือ 104.5 คะแนน ซึ่งยังมากกว่า 104 คะแนนของทีม B อยู่ 0.5 คะแนน ดังนั้นทีม A จึงผ่านราคา แม้จะชนะการแข่งขันจริงเพียง 6 คะแนนก็ตาม

ในทางกลับกัน หากเลือกทีม B รอง +5.5 คะแนน จะต้องนำแต้มรองไปบวกกับคะแนนจริง 104 ทำให้ได้ 109.5 คะแนน ซึ่งยังต่ำกว่า 110 คะแนนของทีม A จึงไม่ผ่านราคา ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นว่าผลเดิมพันของทั้งสองฝั่งสัมพันธ์กันโดยตรงในตลาดสองทางที่ใช้เส้นแต้มต่อคู่เดียวกัน สำหรับ วิธีคำนวณแต้มต่อบาสจากคะแนนจริง สามารถใช้หลักการเดียวกันได้ทุกเส้นราคา โดยเครื่องหมายลบใช้หักคะแนน และเครื่องหมายบวกใช้เพิ่มคะแนน ก่อนเปรียบเทียบกับคะแนนของคู่แข่ง

 

ทีมที่เลือก

คะแนนจริง

แต้มต่อ

คะแนนปรับแล้ว

ผลเดิมพัน

ทีม A

110

-5.5

104.5

ได้เต็ม

ทีม B

104

+5.5

109.5

เสียเต็ม

กติกา Point Spread บาสเกตบอล นับต่อเวลา Overtime

กติกา Point Spread

การแข่งขันบางเกมจบด้วยผลต่างคะแนนเท่ากับเส้นแต้มต่อพอดี ทำให้เกิดกรณีที่ไม่มีฝั่งใดชนะตามเงื่อนไขของตลาดสองทางแบบมาตรฐาน โดย ราคาบาส Point Spread คืนทุนตอนไหน สามารถพิจารณาได้จากการนำแต้มต่อไปปรับคะแนนแล้วพบว่าทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากัน ตัวอย่างทีม A ต่อ -6 คะแนน และชนะทีม B ด้วยผล 106–100 ผลต่างเท่ากับ 6 คะแนนพอดี เมื่อนำแต้มต่อ 6 คะแนนออกจากทีม A จะเหลือ 100–100 จึงเกิดผลคืนทุน โดยเงินเดิมพันจะถูกส่งคืนตามเงื่อนไข ไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากบิลนั้น

เส้นราคา

ผลต่างคะแนน

ผลฝั่งทีมต่อ

-6

ชนะ 5 คะแนน

เสียเต็ม

-6

ชนะ 6 คะแนน

คืนทุน

-6

ชนะ 7 คะแนน

ได้เต็ม

-6.5

ชนะ 6 คะแนน

เสียเต็ม

-6.5

ชนะ 7 คะแนน

ได้เต็ม

สรุปราคาบาส Point Spread ก่อนอ่านแต้มต่อและตรวจสอบผลการแข่งขัน

การแข่งขันบาสเกตบอลอาจมีช่วงเวลาที่คะแนนของทั้งสองทีมเท่ากันหลังจบเวลาปกติ ทำให้ต้องแข่งขันต่อเพื่อหาผู้ชนะ โดยเฉพาะ NBA ที่มีการต่อเวลาครั้งละ 5 นาที คะแนนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจเปลี่ยนผลต่างคะแนนสุดท้าย และส่งผลต่อการตัดสินราคาแต้มต่อเต็มเกมอย่างชัดเจน สำหรับคำถาม Point Spread บาสนับต่อเวลาหรือไม่ โดยทั่วไปตลาดเต็มเกม (Full Game) จะรวมคะแนนช่วงต่อเวลา (Overtime) ในการตัดสินผลเดิมพัน เว้นแต่ตลาดระบุเงื่อนไขแตกต่างออกไป เช่น การคิดผลเฉพาะเวลาปกติ หรือการแข่งขันในช่วงที่กำหนด